ผู้เขียน หัวข้อ: การให้อาหารสายยางที่ผ่านจมูกสู่กระเพาะอาหาร (Nasogastric tube)  (อ่าน 18 ครั้ง)

siritidaphon

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 925
  • รับโพสเว็บ รับจ้างโพส โปรโมทเว็บ รับจ้างโปรโมทเว็บ
    • ดูรายละเอียด
การให้อาหารสายยางที่ผ่านจมูกสู่กระเพาะอาหาร (Nasogastric tube)

การให้อาหารทางสายยางผ่านจมูกสู่กระเพาะอาหาร (Nasogastric Tube Feeding) เป็นหัตถการทางการแพทย์ที่ใช้สำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถกลืนอาหารได้เองตามปกติ เพื่อให้ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายครับ

สรุปข้อมูลเพื่อใช้ดูแลผู้ป่วยที่บ้าน ให้มองว่านี่คือการ "เติมพลังงานผ่านช่องทางพิเศษ" ที่ต้องเน้น 3 หัวใจหลักคือ ความสะอาด (Cleanliness), ความแม่นยำ (Accuracy), และความปลอดภัย (Safety) ครับ


📋 หัวใจสำคัญ 3 ประการในการดูแล

ความสะอาด (Cleanliness):

อุปกรณ์ทุกอย่างที่ใช้ เช่น กระบอกไซริงค์ (Syringe) ต้องสะอาด ล้างด้วยน้ำต้มสุกที่เย็นแล้วและผึ่งให้แห้งสนิทหลังใช้ทุกครั้ง

อาหารเหลวที่ปั่นเองต้องสะอาดและปรุงสุกใหม่ ส่วนอาหารสำเร็จรูปต้องตรวจสอบวันหมดอายุเสมอ

ความแม่นยำ (Accuracy):

ปริมาณอาหารต้องเป็นไปตามคำสั่งแพทย์หรือนักกำหนดอาหาร

อุณหภูมิของอาหารควรเป็นอุณหภูมิห้อง ไม่เย็นจัดหรือร้อนจัด เพื่อป้องกันกระเพาะอาหารบีบตัวผิดปกติ

ความปลอดภัย (Safety - กฎเหล็ก):

ศีรษะต้องสูงเสมอ: ต้องปรับเตียงให้อยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน (30–45 องศา) ในขณะให้อาหารและคงท่านั้นไว้อย่างน้อย 1 ชั่วโมงหลังให้อาหาร เพื่อป้องกันการสำลัก

เช็กตำแหน่งสาย: ก่อนให้อาหารทุกครั้ง ต้องตรวจสอบ "จุดมาร์ก" (เครื่องหมายบนสายยางตรงจมูก) ว่าอยู่ที่ตำแหน่งเดิมหรือไม่


🔄 ลำดับขั้นตอนการให้อาหาร (Bolus Method)

เตรียมพร้อม: ล้างมือให้สะอาด จัดท่าผู้ป่วยให้ศีรษะสูง 30–45 องศา

ตรวจสอบ: เช็กจุดมาร์กที่จมูกว่าไม่เคลื่อนหลุด และดูดเช็กอาหารตกค้าง (ถ้าค้างเกิน 100 ซีซี ให้ดันคืนและงดมื้อนั้นไปก่อน)

ล้างสาย: ใช้น้ำสะอาด 30 ซีซี ล้างสายก่อนเริ่มมื้ออาหาร

ให้อาหาร: เทอาหารลงในกระบอกไซริงค์ (ถอดลูกสูบ) ปล่อยให้อาหารไหลลงเองตามแรงโน้มถ่วง (ห้ามใช้ลูกสูบดัน) ใช้เวลาประมาณ 15–20 นาทีต่อมื้อ

ปิดท้าย: เมื่ออาหารหมด ให้ล้างสายด้วยน้ำสะอาดอีก 30–50 ซีซี เพื่อป้องกันสายอุดตัน

ปิดจุก: พับสายและปิดจุกให้สนิท คงท่าศีรษะสูงไว้ 1 ชั่วโมง


⚠️ ข้อควรระวังระดับวิกฤต

สายหลุดเข้าหลอดลม: หากผู้ป่วยมีอาการไอแรง หน้าเขียว หรือหายใจหอบเหนื่อยขณะใส่สายหรือขณะให้อาหาร ให้ หยุดทันที และรีบแจ้งพยาบาลหรือไปโรงพยาบาล

อาการท้องอืด: หากผู้ป่วยท้องตึง แข็ง หรือผายลมไม่ออก อาจเกิดจากอาหารไหลเร็วไปหรือลมเข้าสายมากเกินไป ให้ปรับความเร็วในการไหลให้ช้าลง

การดูแลแผลที่จมูก: ควรทำความสะอาดรูจมูกและเปลี่ยนพลาสเตอร์ที่ยึดสายอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง หรือเมื่อเปียกชื้น เพื่อป้องกันการระคายเคืองหรือแผลกดทับที่จมูก